Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ 684-685
ตอนที่ 684 อัดอั้นตันใจ
โดย
ProjectZyphon
ฟ้าดินมืดสลัว ฝุ่นทรายปกคลุมพื้นดินที่แห้งแล้งรกร้าง สามารถมองเห็นซากศพเน่าเปื่อยได้ทุกหนแห่ง
ที่นี่ไม่มีแม้แต่หญ้าขึ้น โลกสะท้อนสีเทามืดครึ้ม กลิ่นคาวเลือดในอากาศที่ไม่รู้มาจากไหนรุนแรงจนฉุนจมูก
หลินสวินเคลื่อนไหวอย่างสบายๆ ผ่อนคลายและเงียบสงบ ดุจดั่งเมฆเคลื่อนน้ำไหล ร่างกายราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโลกใบนี้
เหมือนแมงมุมที่ลาดตระเวนอาณาเขตของตน ระหว่างที่ฝีเท้าเคลื่อนไหว มีความรู้สึกเหมือนเป็นผู้คุมที่แม่นยำและเชี่ยวชาญ
นี่คือท่าทางของการต่อสู้อย่างหนึ่ง ภายนอกที่ดูเหมือนผ่อนคลายและสงบนิ่ง คือความระแวงและระมัดระวัง สัมผัสเพียงนิดก็ระเบิดได้
‘นอกที่ตั้งของค่ายก็คือสนามรบ ระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา เป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของการอยู่รอด!’
นี่คือประโยคที่สามในตำราคู่มือหนังสัตว์
‘ที่นี่ภูเขาเนินเหยียดสูง ภูมิประเทศซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงบ่อย หากไม่เคลื่อนไหวบนเวหา สิ่งที่ต้องระวังที่สุดคือการซุ่มโจมตีและจู่โจม’
‘ฟ้าดินไม่มีพลังวิญญาณ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งทางกายภาพในระดับสูงสุด ต้องใช้เวลาว่างเติมเต็มพลังวิญญาณที่จำเป็น’
‘กลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเหม็นเน่าที่ไม่เสื่อมคลาย เป็นการยืนยันว่าไม่นานมานี้ พื้นที่ที่ข้าผ่านนี้มีการต่อสู้นองเลือดไม่เพียงแค่ครั้งเดียว’
หลินสวินคลื่อนไหวไปข้างหน้าพลางสังเกตสิ่งที่เห็นระหว่างทาง ใช้วิธีของตนสัมผัสถึงสมรภูมิกระหายเลือดที่เต็มไปด้วยความสยดสยองแห่งนี้
ในมือของเขายังคงถือผลึกวิญญาณระดับสูง คอยเติมพลังวิญญาณที่ตนเสียไประหว่างเดินทาง แม้ว่าการสูญเสียเช่นนี้จะไม่เด่นชัด แต่หลินสวินกลับรู้ดีว่า เมื่อการต่อสู้รุนแรงเกิดขึ้น การสูญเสียความแข็งแกร่งทางกายภาพเล็กน้อย ก็อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แย่ที่สุด
นี่เป็นสัญชาตญาณการต่อสู้อย่างหนึ่งที่ได้รับการบ่มเพาะจากค่ายกระหายเลือด
จู่ๆ ในท้องฟ้าที่มืดมนเบื้องหน้าก็ปรากฏสีเลือด ราวกับแสงไฟสะดุดตาท่ามกลางรัตติกาล
หลินสวินเคลื่อนไหวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ไม่นานเขาก็เห็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากศพ
พื้นดินชุ่มเลือด ซากศพยังคงมีเลือดไหลพรูออกมา มีทั้งศพผู้ฝึกปราณในเครื่องแบบทหารจักรวรรดิ และมีศพรูปร่างแปลกประหลาดของเผ่าพ่อมดเถื่อน
กลางอากาศยังคงหลงเหลือกลิ่นเขม่าปืนใหญ่ เป็นการยืนยันว่าสงครามของที่นี่เพิ่งจบลงไม่นาน
หลินสวินหรี่ตาลงกะทันหัน เห็นว่าบนศพของผู้ฝึกปราณจักรวรรดิส่วนใหญ่ล้วนไม่สมบูรณ์ มีร่องรอยการถูกผ่าชำแหละมากมาย
บางคนโดนควักหัวใจ บางคนโดนตัดหัว บางคนถูกควักลูกตาทั้งสองข้างไป บางคนถูกผ่าครึ่งและอวัยวะภายในได้หายไปหมดแล้ว เหลือเพียงร่างกายที่ว่างเปล่า
ถึงขั้นที่มีศพหนึ่งถูกดึงเอ็นขุดกระดูกออก เหลือเพียงแค่เลือดเนื้อกองหนึ่ง!
ภาพที่โหดร้ายและนองเลือดนี้ทำให้หลินสวินรู้สึกขยะแขยงจนคลื่นไส้
แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้พูดอะไร ยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงหมุนตัวออกไป
‘สงครามนี้ผู้ฝึกปราณฝั่งจักรวรรดิพ่ายแพ้ ส่วนต่างๆ ในศพของพวกเขาถูกนำไปเป็นทรัพย์หลังศึก!’
หลินสวินได้ข้อสรุปในใจ
ในตำราคู่มือหนังสัตว์เคยอธิบายไว้ว่า คุณูปการทางทหารของสมรภูมิกระหายเลือดเปื้อนไปด้วยเลือด และคุณูปการทางทหารก็มาจาก ‘ทรัพย์หลังศึก’ อันโหดร้ายและวิปริตเหล่านี้!
ไม่เพียงแค่เผ่าพ่อมดเถื่อน หากผู้ฝึกปราณจักรวรรดิเป็นฝ่ายชนะศึก ก็จะเอาอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งในร่างกายของเผ่าพ่อมดเถื่อนไปด้วยเช่นกัน
นี่ก็คือคุณูปการทางทหาร!
ครืนโครม…
เคลื่อนไหวไปข้างหน้าต่อไปได้ไม่นาน บนท้องฟ้าก็ปรากฏรอยแตกร้าว สามารถมองเห็นแสงแพรวพราวมากมายกะพริบอยู่ภายใน ดูงดงามและสะดุดตาอย่างที่สุด
แต่ในใจหลินสวินกลับเต็มไปด้วยความเย็นเยียบ
อากาศแตกร้าว!
ภายนอกที่ดูงดงามนี้ กลับเป็นอันตรายอย่างที่สุดที่สามารถทำให้ราชันระดับสังสารวัฏหวาดหวั่นได้ หากถูกม้วนเข้าไปจะต้องตายอย่างแน่นอน
‘คาวเลือด ความมืดมน ความวุ่นวายอลม่าน ความรุนแรง…’
แม้จิตใจของหลินสวินจะแข็งแกร่งราวกับเหล็ก ก็ยังรู้สึกหนักอึ้ง
สมรภูมิกระหายเลือดแห่งนี้เป็นน่าสยดสยองราวกับวันโลกาวินาศ เต็มไปด้วยคาวเลือดและกลิ่นเหม็นเน่าทุกหนทุกแห่ง แต่กลับมองไม่เห็นพลังชีวิต
เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดแผ่วเบาดังมาพร้อมกับสายลม คล้ายมีคล้ายไม่มี แต่กลับไม่อาจรอดพลังจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่และไม่มีใครเทียบของหลินสวิน
เงาร่างของหลินสวินหายไปจากที่เดิมทันที
ห่างออกไปหลายพันจั้ง ตรงหน้าเนินดินเตี้ยๆ มีร่างหนึ่งคืบคลานอยู่
เป็นผู้หญิงที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสคนหนึ่ง เลือดไหลท่วมตัว สองขาของนางแหลกสลายด้วยถูกอาวุธทื่อบางชนิดทุบ เลือดเนื้อเปื่อยยุ่ย ได้แต่ใช้สองมือคลานบนพื้น
บนพื้นดินที่เต็มไปด้วยฝุ่น ถูกร่างของนางละเลงเป็นทางสีเลือดยาว
หลินสวินเฝ้ามองอยู่เงียบๆ สุดท้ายก็ตามไปโดยไม่ได้พูดอะไร
ราวกับรับรู้ได้ถึงการมาเยือนของหลินสวิน ผู้หญิงคนนั้นหันหน้ากลับมาอย่างยากลำบาก เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เจ็บปวด เปื้อนไปด้วยเศษโคลนและคราบเลือด
เบ้าตาของนางว่างเปล่า ยังคงมีเลือดหยดลง ลูกตาไม่รู้ว่าถูกควักออกไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ดูสยดสยองและน่าสะพรึงกลัวผิดปกติ
สีหน้าของหลินสวินเงียบสงบ เขาดูออกว่าเดิมทีผู้หญิงคนนี้ต้องงดงามมากแน่ เครื่องหน้าของนางโดดเด่นมาก แม้ว่าผิวจะเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่น กลับไม่สามารถซ่อนความขาวเนียนผุดผ่องของนาง
แต่ในตอนนี้สองขาของนางแหลกเละ ดวงตาถูกควัก ร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด คลานอยู่บนพื้น ท่าทางเหมือนกำลังจะตาย ดูไร้ที่พึ่งและเจ็บปวดอย่างมาก
ทันใดนั้นหลินสวินสังเกตเห็นว่า นิ้วมือที่เปื้อนเลือดของหญิงสาวกำลังเขียนอะไรบางอย่างบนพื้นอย่างสั่นๆ เขาอดขึ้นไปดูไม่ได้
ตูม!
แต่ในตอนนี้เอง ร่างของหญิงสาวก็ระเบิดฉับพลัน!
พลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมาจากร่างกายที่ระเบิดออก ผสมกับเลือดเนื้อที่แหลกสลายปกคลุมไปทางหลินสวิน
หลินสวินลอบถอนหายใจ ราวกับคาดการณ์ถึงฉากนี้ตั้งแต่แรกแล้ว ร่างกายวูบไหวหายไปจากจุดเดิม หลบหนีกระแสทำลายล้างนี้ล่วงหน้าหนึ่งก้าว
“ตั้งกี่ปีมาแล้ว ยังไม่เคยเห็นไก่อ่อนแบบนี้มาก่อนเลย ฮ่าๆ หรือจักรวรรดิเผ่ามนุษย์นั่นไม่มีผู้แข็งแกร่งที่สามารถสู้ได้แล้ว”
“เหยื่อที่ชัดเจนเพียงนี้ยังดูไม่ออก น่าผิดหวังจริงๆ รีบฆ่าเขาให้สิ้นเรื่อง”
“ข้าอยากได้ตาเขา”
“ข้าจะเอาหัวใจเขา”
“หนังของเขาก็ไม่เลว ข้าจะเอา”
บริเวณที่ไม่ไกลจากเนินเขาเล็ก เดิมมีแต่ซากศพเน่าเปื่อย แต่ตอนนี้กลับมีเงาร่างกลุ่มหนึ่งพุ่งออกมาจากภายใน
ในบรรดาพวกเขามีทั้งชายและหญิง ดูไม่ต่างกับมนุษย์มากนัก เพียงแต่บนร่างกายของพวกเขากลับประทับลายสัญลักษณ์ลึกลับในตำแหน่งที่แตกต่างกันออกไป
บ้างแข็งแกร่งเหมือนภูเขา บนแขนหนาใหญ่ปกคลุมด้วยลายสัญลักษณ์สีเหลือง
บ้างร่างกายถูกล้อมรอบด้วยหมอกน้ำ น้ำไหลหยดลงจากร่าง ดวงตาก็เป็นสีฟ้าราวกับเพชร
บ้างเป็นสีขาวเงินทั้งตัว เส้นผมยาวเปล่งแสงสายฟ้าเส้นบาง โดดเด่นแสบตาราวกับบุตรแห่งสายฟ้า
พวกเขาเป็นผู้แข็งแกร่งเผ่าพ่อมดเถื่อนอย่างไม่ต้องสงสัย!
เผ่าพ่อมดเถื่อนแบ่งเป็นเก้าสาย ได้แก่ ทองคำ พฤกษา วารี อัคคี พสุธา อัสนี แสง มืดและโบราณ
หลินสวินเคยผ่าร่างกายของผู้แข็งแกร่งพ่อมดเถื่อนสายต่างๆ ด้วยตัวเองมาตั้งแต่ตอนที่อยู่ในค่ายกระหายเลือดแล้ว จึงรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี
เขาถึงขั้นดูออกตั้งแต่แวบแรกที่เห็นว่า ในบรรดาผู้แข็งแกร่งเผ่าพ่อมดเถื่อนแปดคนที่ปรากฏตัวตอนนี้ มีห้าคนที่เป็น ‘จอมพลังพ่อมดเถื่อน’ ซึ่งก็เท่ากับผู้แข็งแกร่งระดับมหาสมุทรวิญญาณเผ่ามนุษย์
มีสามคนที่เป็น ‘จอมเวท’ ซึ่งก็เทียบเท่ากับระดับหยั่งสัจจะ
ทาสเถื่อน นักรบเถื่อน จอมพลัง จอมเวทและมหาเวทคือระดับการฝึกปราณของเผ่าพ่อมดเถื่อน ตรงกับระดับการฝึกปราณทั้งห้าของเผ่ามนุษย์อย่าง ระดับกำลังภายใน จิตผสานวิญญาณ มหาสมุทรวิญญาณ หยั่งสัจจะและกระบวนแปรจุติ
ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัว ก็มีลักษณะของการปิดล้อม สีหน้าล้วนแฝงความเย้ยหยันและโหดร้าย
จากกลิ่นอายชั่วร้ายและกลิ่นคาวเลือดที่แผ่ออกจากร่างกายของพวกเขาก็ดูออกว่า พวกเขาล้วนไม่ใช่คนธรรมดา และสามารถจัดให้อยู่ในหมู่ผู้เหี้ยมโหดได้
เพียงแต่…
หลินสวินกลับทำเหมือนมองไม่เห็น เขายืนอยู่อย่างนั้น สายตาจับจ้องในตำแหน่งที่ร่างกายของผู้หญิงคนนั้นระเบิด บนพื้นดินตรงนั้นยังคงมองเห็นตัวหนังสือสีเลือดที่นางเขียนเอาไว้ก่อนตาย…
‘ข้าเป็นเหยื่อ เจ้าเป็นปลา เหตุใดจึงไม่หนี!!’
นี่ไม่ใช่คำพูดเพื่อขอความช่วยเหลือหรือคำพูดสุดท้ายก่อนตาย แต่ประหนึ่งเป็นเสียงคำรามที่สหายร่วมรบไม่ได้ดั่งใจ แฝงความกังวลและเดือดดาล
แต่ความห่วงใยที่ซ่อนอยู่ลึกๆ นั่นกลับทำให้หลินสวินสั่นเทิ้มไปทั้งตัว ราวกับตำแหน่งหนึ่งภายในใจถูกโจมตี รู้สึกเกลียดชังและอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก
เขานึกถึงสองขาที่แหลกเละของผู้หญิงคนนั้น เบ้าตาว่างเปล่าเลือดนองหลังจากถูกควักลูกตา รวมทั้งทางเลือดยาวที่ถูกร่างกายของนางลากผ่าน…
“ตามคาด นี่เป็นไก่อ่อนที่เพิ่งมาถึงสนามรบ ตกใจจนเพี้ยนไปแล้ว! ฮ่าๆๆ”
เหล่าผู้แข็งแกร่งพ่อมดเถื่อนส่งเสียงหัวเราะลั่น
พวกเขาไม่ได้ดูถูก ปิดล้อมอย่างแน่นหนาทุกทาง ทุกคนต่างระมัดระวังและหวาดระแวง นี่คือท่วงท่าปกติที่ผู้คร่ำหวอดในสนามรบมานานปีเท่านั้นจึงจะหล่อหลอมออกมาได้
“ข้าเพียงอยากช่วยเจ้าอย่างสุดความสามารถ… แต่ไม่คิดว่า… พวกเขาจะโหดเหี้ยมกว่าที่ข้าคิด…”
หลินสวินพึมพำ
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันหน้ากลับมา ในดวงตาสีดำเต็มไปด้วยความเย็นชาและเรียบเฉย “พวกเจ้าล้วนสมควรตาย”
“ลงมือ!”
ผู้แข็งแกร่งพ่อมดเถื่อนที่เป็นผู้นำยิ้มอย่างเหี้ยมโหด พร้อมโบกมือโดยไม่เสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง
พวกเขาเปิดการโจมตีทันที
โครม!
ค้อนยักษ์ที่ตีจากกระดูกสัตว์ตกลงมาจากท้องฟ้า ส่งเสียงอึงอล ทุบอากาศจนทรุดตัว และพุ่งใส่กลางศีรษะของหลินสวิน
ฟุ่บ!
หลินสวินวาดดาบหักในมือออกไปคราหนึ่งโดยไม่หันมองด้วยซ้ำ ค้อนยักษ์แหลกละเอียด ศีรษะหนึ่งที่เลือดอาบลอยขึ้นกลางอากาศ
ผู้ตายคือจอมเวทคนหนึ่ง จนกระทั่งก่อนตาย สีหน้าของเขาก็ยังคงมีรอยยิ้มเหี้ยมอยู่ เพียงแต่มันแข็งทื่ออยู่อย่างนั้นแล้ว
เขาไม่ทันได้ตอบสนอง ถึงขั้นยังไม่ทันได้รับรู้ถึงความหวาดกลัวและไร้ที่พึ่งด้วยซ้ำก็ถูกฆ่าทันที ดาบนั่นฉับไวจนเหลือเชื่อ!
ฟุ่บ!
และตอนนี้หลินสวินก้าวออกไปแล้ว ดาบหักแผ่แสงระยิบระยับดั่งดวงดารา เปิดฉากเข่นฆ่าขึ้น
จนกระทั่งฆ่าจอมเวทคนที่สองไป ผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ถึงเพิ่งมีปฏิกิริยา ส่งเสียงคำรามเดือดดาล สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
จะเห็นได้ว่าการลงมือของหลินสวินว่องไวเพียงใด และพลังสังหารน่าสะพรึงกลัวเพียงใด แทบจะเป็นหนึ่งดาบหนึ่งศีรษะ!
นี่ก็คือการเชือดไก่ให้ลิงดู!
จอมเวทคนที่สามฉวยโอกาสได้ไว ถอยหนีดังคาด เขาผ่านศึกมานับร้อย ผ่านเหตุการณ์นองเลือด ช่ำชองและมีไหวพริบ แน่นอนว่าต้องตระหนักได้ว่า ปลาที่ติดกับในครั้งนี้แท้จริงแล้วเป็นตัวร้ายกาจ
ผึง!
ธนูวิญญาณไร้แก่นสารถูกหลินสวินหยิบขึ้นมา ลูกศรหนึ่งพุ่งออกไปอย่างไร้สุ้มเสียง ยิงสังหารจอมเวทที่หนีห่างไปหลายพันจั้งจนร่วงลงพื้น
ชั่วพริบตาบริเวณนั้นก็เหลือเพียงจอมพลังพ่อมดเถื่อนที่มีพลังปราณเท่ากับระดับมหาสมุทรวิญญาณแค่ห้าคน เพียงแต่ตอนนี้สีหน้าของพวกเขาต่างซีดเซียว สั่นเทิ้มไปทั้งตัว
ฟุ่บ!
หลินสวินไม่พูดพร่ำทำเพลง ดาบหักม้วนแผ่ธารดาราสีเงินยวงออกมา ใช้วิธีที่รวดเร็วฉับไว ตัดศีรษะทั้งหมดลงไปกองอยู่บนพื้น จบศึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันให้สิ้นสุดในชั่วพริบตา
เพียงแต่หลินสวินยังคงอึดอัดใจ ราวกับมีความรู้สึกหนึ่งอัดอั้นอยู่ในใจ
‘นี่ก็คือสมรภูมิกระหายเลือด!’
หลังจากนั้นครู่ใหญ่ หลินสวินสูดหายใจเข้าลึกๆ และหยุดคิดเรื่องนี้ หลังจากกวาดทรัพย์หลังศึกจนหมดก็หมุนตัวจากไป
พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า แดงราวกับเลือด
ตอนที่ 685 เงาคนเถื่อน
โดย
ProjectZyphon
เมื่อเริ่มเดินทางอีกครั้ง ห่อสัมภาระของหลินสวินก็หนักขึ้นมา
ทรัพย์หลังศึกในนั้น มีทั้งฟันของคนจากสายคนเถื่อนทองคำ ดวงตาของสายคนเถื่อนวารี ผิวหนังบริเวณหน้าอกของสายคนเถื่อนอัคคี ไหล่ของสายคนเถื่อนพสุธา…
ชิ้นส่วนเหล่านี้มีความพิเศษอย่างมาก เป็นตำแหน่งที่มีลายสัญลักษณ์ของพวกเขา
สำหรับผู้แข็งแกร่งเผ่าพ่อมดเถื่อน ลายสัญลักษณ์เป็นตำแหน่งของแก่นพลัง ก็เหมือนกับแหล่งกำเนิดมรรควิถีของผู้ฝึกปราณ
มีเพียงชิ้นส่วนเหล่านี้เท่านั้น ซึ่งจะสามารถกำหนดความใหญ่เล็กของคุณูปการทางทหารได้
……
เวลาหนึ่งเค่อหลังจากนั้น
หลินสวินถูกกลุ่มผู้แข็งแกร่งพ่อมดเถื่อนซุ่มโจมตี
นี่เป็นกองทหารเล็กๆ ล้วนเป็นพ่อมดเถื่อนระดับจอมพลัง ไม่สามารถคุกคามหลินสวินได้สักนิด
หากบอกว่าเป็นการซุ่มโจมตี ไม่สู้เรียกว่าหลินสวินจงใจพุ่งเข้าไปเองจะดีกว่า
การฆ่าฟันจบลงในชั่วพริบตา เลือดและซากศพบนพื้นดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในห่อสัมภาระของหลินสวินก็มีคุณูปการทางทหารที่อาบเลือดเพิ่มขึ้นชิ้นแล้วชิ้นเล่า
หลายชั่วยามหลังจากนั้น หลินสวินเจอกับศัตรูอีกสิบกว่ากลุ่ม ทั้งจากการเป็นฝ่ายจู่โจมก่อนและถูกโจมตี
ไม่ถึงกับเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือด เพราะยังไม่เคยปรากฏคู่ต่อสู้ที่สามารถคุกคามหลินสวินได้ จึงถูกเขากวาดล้างอย่างง่ายดายทั้งหมด ไม่มีเหลือรอด
ทรัพย์หลังศึกในห่อสัมภาระมากขึ้นเรื่อยๆ กองเป็นภูเขาเล็กๆ แต่สภาพจิตใจของหลินสวินกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
เขาตระหนักได้ว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีแล้ว
เขาอยู่ระหว่างทางไปค่ายจักรวรรดิ แต่สิ่งที่พบเจอระหว่างทางแทบจะเป็นร่องรอยของศัตรูทั้งหมด แม้จะเห็นเงาร่างของผู้ฝึกปราณจักรวรรดิ แต่ล้วนเป็นศพหลังจากถูกฆ่าทั้งสิ้น
นี่หมายความว่าในสมรภูมิกระหายเลือด สถานการณ์ของค่ายจักรวรรดิไม่สู้ดีนัก!
‘จิ้งจอกเฒ่าคนนั้นกล่าวว่า สมรภูมิกระหายเลือดแห่งนี้เป็นแนวป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในการคุ้มกันจักรวรรดิ หากแนวป้องกันนี้ยังถูกคุกคาม…’
หลินสวินส่ายหน้า ไม่อยากคิดอะไรมากไปกว่านี้
เขายังไม่รู้สถานการณ์ ไม่สามารถคาดเดาเองได้ แต่สิ่งที่เห็นและได้ยินระหว่างทางทำให้เขาตระหนักได้ว่า ในสงครามอันโหดเหี้ยมนองเลือดนี้ สถานการณ์ของผู้ฝึกปราณจักรวรรดิคงไม่ดีนัก
หลินสวินตระหนักในตัวเอง รู้ดีว่าด้วยพลังของตัวเอง ตอนนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ในคราเดียว
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้คือ ถ้าไม่ฆ่าศัตรูให้ได้มากที่สุด ก็ต้องพยายามทำภารกิจของตนให้สำเร็จ หลังจากนั้น…
รอดชีวิตกลับไป!
……
ท้องฟ้ามืดลงเรื่อยๆ มืดครึ้มน่าหดหู่
ลมกระโชกแรงพัดไปทั่วพื้นดินรกร้าง พัดฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ส่งเสียงครวญครางราวกับเสียงร้องไห้
กลิ่นคาวเลือดและเน่าเสียของศพคละคลุ้งเต็มอากาศไม่เสื่อมคลาย
หลินสวินที่กำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าชะงักฝีเท้ากะทันหัน ร่างกายแวบไปปรากฏอยู่ในร่องน้ำตื้นแห่งหนึ่ง
ในระยะที่ไกลออกไปไม่มากนักมีเงาที่แทบมองไม่เห็น ไม่มีลมหายใจ พิงกับหินที่อยู่ข้างๆ ราวกับเป็นเงาสะท้อนของหินที่เห็นได้ปกติ
แต่หลินสวินกลับหรี่ตาลงอย่างกะทันหัน ในยามนั้นร่างกายประหนึ่งคันธนูที่ถูกง้างจนสุด ขับเคลื่อนพลังทั่วทั้งร่างอย่างเต็มกำลัง
ฟิ้ว!
เขาหยิบธนูวิญญาณไร้แก่นสารออกมาอย่างไม่ลังเล ดึงสายธนูสีแดงราวกับเลือด ลูกศรที่ราวกับสายฟ้าพุ่งฉีกอากาศ ยิงไปยังเงาซึ่งอยู่ห่างออกไปนั้นเงียบๆ
ปัง!
หินนั่นแตกกระจายทันที พื้นดินถูกยิงเป็นหลุมลึกจนไม่เห็นก้น เพียงแต่เงานั่นกลับกะพริบไหวแปลกประหลาด และหายไปอย่างไร้ร่องรอย
นัยน์ตาเย็นเยียบของหลินสวินราวกับสายฟ้า ดึงธนูวิญญาณไร้แก่นสารจนสุด แล้วยิงลูกศรดุจห่าฝนไปในตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างต่อเนื่อง
ชั่วขณะหนึ่งพื้นที่แห่งนี้พลันมีเสียงระเบิดเสียดหูดังขึ้น พื้นดินถูกเจาะเป็นรอยแตก ก้อนหินถูกทะลวงจนแหลกละเอียดเป็นฝุ่นผง อากาศถูกฉีกขาดเป็นร่องแหวก
หากผู้ฝึกปราณคนอื่นๆ อยู่ที่นี่คงจะงุนงง คิดว่าหลินสวินยิงอย่างไม่มีจุดหมาย เพราะตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่เห็นร่องรอยของศัตรูเลย
แต่ในสายตาของหลินสวิน กลับมีเงามืดหนึ่งเคลื่อนไหวรวดเร็วอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ว่องไวราวกับภูตผี แม้แต่ธนูวิญญาณไร้แก่นสารยังไม่สามารถเล็งมันได้
นี่ทำให้สีหน้าของหลินสวินจริงจังขึ้นมาอยู่บ้าง
ธนูวิญญาณมีคุณสมบัติวิเศษสองอย่างคือ ‘หยั่งรู้ทัศนวิสัย’ และ ‘สงบนิ่งสิ้นเชิง’ ที่มาลึกลับยากคาดเดา ที่ผ่านมาเมื่อใช้มันแทบไม่เคยพลาดเป้า
พูดได้อย่างไม่เกินจริงเลยว่า ต่อให้บุตรเทพไร้เทียมทานระดับหนิวทุนเทียนอยู่ที่นี่ ก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีนี้ได้ง่ายๆ
แต่ตอนนี้เงานั่นกลับทำได้!
แม้อีกฝ่ายจะทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่สามารถหนีการยิงสังหารได้ขนาดนี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้หลินสวินไหวหวั่นแล้ว
เขาตระหนักได้ว่า ครั้งนี้เจอตัวเด็ดเข้าแล้ว!
ฟิ้วๆๆ!
หลินสวินสีหน้านิ่งสงบกว่าเดิม ดวงตาสีดำเย็นชา ตัวธนูที่ทำจากกระดูกขาวยังคงงออย่างต่อเนื่อง ถูกสายธนูสีแดงสดง้างจนสุด ยิงลูกศรวิญญาณที่ราวกับภาพมายาออกไปอย่างต่อเนื่อง
ฉึบ!
ในที่สุดอีกฝ่ายก็ถูกบีบให้จนตรอก ถูกลูกศรวิญญาณดอกหนึ่งเฉียดๆ เลือดกระเซ็นออกมา
เวลาเดียวกันนั้นเงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตามมา เป็นชายที่ทั้งตัวอยู่ภายใต้เงาสีเทา มีดวงตาสีน้ำตาล ใบหน้ากลับสะอาดสะอ้านขาวผ่องอย่างมาก
บนไหล่เขามีรอยเลือดรอยหนึ่ง ซึ่งก็คือตำแหน่งที่ถูกลูกศรเฉียดเมื่อครู่นี้
“เหอะๆ ไม่เลวนี่ ดูจากพลังชีวิตรอบตัวเจ้า เป็นแค่เด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีเท่านั้น ก็ก้าวสู่ระดับหยั่งสัจจะแล้ว นี่อาจจะไม่ถือว่าร้ายกาจอะไร ทว่าการที่สามารถบีบเงาร่างของข้าออกมาได้ด้วยธนูเพียงคันเดียว ถือว่าไม่ธรรมดา”
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ดวงตาสีน้ำตาลหรี่ลงเล็กน้อยราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ “ในจักรวรรดิมีมนุษย์อย่างเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดจึงไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“ไม่เคยได้ยินก็ไม่เป็นไร เจ้าแค่รู้เอาไว้ ว่าวันนี้ข้าจะส่งเจ้าไปลงนรกก็พอแล้ว”
หลินสวินเก็บธนูวิญญาณไร้แก่นสารพลางพูดเสียงเรียบ
เขารู้ว่าเป็นการยากที่จะฆ่าอีกฝ่ายด้วยลูกธนูเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการใช้ธนูวิญญาณไร้แก่นสารก็สิ้นเปลืองพลังวิญญาณอย่างมาก เป็นการเสียเปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย
“คุยโวโอ้อวดอย่างไร้ยางอาย การโจมตีเมื่อครู่นี้ทำให้เจ้าสูญเสียพลังกายไม่น้อย ในเวลาเช่นนี้เจ้ายังมีอะไรมาสู้ได้?”
ชายคนนั้นเอามือไพล่หลัง เสียงพูดเอื่อยเฉื่อย เขาเหมือนเงาที่ยากจะจับร่องรอยที่แท้จริงได้
ฉัวะ!
ในขณะที่พูด กระบี่บินสีเทาที่แทบจะมองไม่เห็นปรากฏขึ้น ฟันใส่คอหอยของหลินสวินอย่างรุนแรง
ฟุ่บ!
เงาร่างของหลินสวินหายแวบไป กระบี่บินจึงฟันใส่พื้น ปรากฏเป็นรอยแตกขนาดใหญ่ที่ลึกจนยากจะคาดเดาได้ พาให้หวาดหวั่น
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายแอบลงมือตั้งแต่ตอนที่พูดแล้ว ช่างอำมหิตและเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด
“น่าสนใจ เด็กหนุ่มตัวเล็กๆ อย่างเจ้า กลับมีไหวพริบในการต่อสู้เช่นนี้ สามารถรับรู้ได้ถึงอันตรายล่วงหน้า เหนือความคาดหมายของข้าจริงๆ”
ชายเงาสีเทาหายไปซ่อนตัวอยู่ในความมืด บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเขา แต่กลับเลือนราง เห็นได้ชัดว่ากำลังสร้างความสับสนให้หลินสวิน
“เหนือความคาดหมายหรือ นั่นเป็นเพราะเจ้าโลกแคบก็เท่านั้น”
หลินสวินไม่แสดงสีหน้า ถือดาบหักไว้ในมือ พลังจิตวิญญาณมหาศาลของเขาในยามนี้แผ่กระจายออกมาราวกับลมพายุ
ในห้วงนิมิต ดวงจันทร์สว่างไสวแขวนตัวอยู่กลางฟ้าคราม ดวงดาวนับหมื่นโอบล้อมอยู่รอบๆ การรับรู้ของหลินสวินเปลี่ยนเป็นชัดแจ้งอย่างที่สุด ทำให้เขาสามารถรับรู้ได้แม้กระทั่งร่องรอยอันเล็กน้อยบนโลก
ฉัวะ!
ทันใดนั้นกระบี่บินเล่มนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แทบจะแนบมากับเงาของหลินสวิน หมายจะตัดหัวเขาจากด้านหลัง
นี่คือกระบี่บินที่ทำจากกระดูกสีเทา สีสันเรียบง่าย เลือนรางแทบจะโปร่งใส แต่กลับเฉียบคมและน่าสะพรึงกลัว ราวกับสามารถทำลายล้างได้ทุกสิ่ง ว่องไวจนเหลือเชื่อ
เคร้ง!
หลินสวินนิ่งไม่ขยับ แต่ดาบหักราวกับมีตา ฟันใส่กระบี่บินอย่างแม่นยำเป็นที่สุด เกิดเสียงปะทะก้องขึ้นทันที
เพียงแค่แรงจากการปะทะเท่านั้น ก็บดขยี้อากาศบริเวณนั้นจนทรุดทลาย พื้นดินถูกระเบิดอย่างรุนแรง ฝุ่นควันคละคลุ้ง
——
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น